6. พิธีกรรม
ใน เย็นวันขึ้น 14 ค่ำ ชาวบ้านจะนำเครื่องแซนโฏนตาไปวางบนกลางผ้าขาว ซึ่งปูลาดไว้กลางห้องเรือนที่กลางหมู่บ้าน หรือที่ศาลโดนตาประจำหมู่บ้าน บางแห่งนำไปรวมกันที่ศาลาวัดที่ทำพิธีแซนโฏนตา แล้วพวกลูกหลานมานั่งล้อมวงอยู่ รอบๆ ข้างผ้าขาวพร้อมกันแล้วจุดธูปเทียนบูชาเอ่ยชื่อปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไป เชิญให้มากินเครื่องเซ่นทั้งที่ตายไปนานแล้ว และไม่รู้จักชื่อก็นึกเชิญในใจด้วยทางเจ้าพิธีนำเอาสุรามารินใส่แก้ว หรือจอกพรมไปตามสำรับอาหาร ปากก็กล่าวอันเชิญผีปู่ย่าตายายมารับประทานอาหาร เมื่อได้เวลาก็จุดยาสูบวางไว้ สักครู่ ใหญ่ สมมติว่า กินเสร็จแล้วจะแบ่งข้าวปลาอาหารหมากพลู บุหรี่อย่างละเล็กละน้อยใส่ห่อกระดาษหรือใบตองแล้วเหวี่ยงไปไกลๆ เรียกว่า “ปะจีร” (ออกไปเสีย) เชื่อว่าลูกหลานได้พาห่อข้าวปลาอาหารนี้ฝากไปให้กินระหว่างทาง หรือไปฝากผู้ที่ไม่ได้มารับเครื่องสังเวยในครั้งนี้ จากนั้นจึงยกเคร ื่องเซ่นออกจากที่ตั้งได้ แล้วเลี้ยงกันในระหว่างหมู่ญาติสู่กันกิน คนเฒ่าคนแก่ก็อวยชัยให้พรลูกหลานมีการคุยกันเรื่องต่างๆ นาๆ เช่น เรื่องการทำมาหากินการเล่าสารทุกข์สุกดิบสู่กันฟัง พอสมควรแก่เวลาก็แยกย้ายกันกลับบ้าน โดยไม่นำข้าวของส่วนกลางกลับบ้าน เรียกว่า “เบ็นตูจ” รุ่งเช้ามืดวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ก็นำภัตตาหารไปทำบุญที่วัด พระภิกษุให้พร แล้วเลี้ยงพระ หลังจากนันอาจจะมีเทศน์เรื่อง อานิสงส์แซนโฏนตา หรือประวัติความเป็นมาของพิธีสารท ตามแนวพุทธชาวบ้านกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่วงศาคณาญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ทำเช่นนี้อยู่ทุกวันจนถึงวันแรม 14 ค่ำ ตอนเย็นวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 เป็นพิธีใหญ่ เรียก “เบ็นทม” ชาวบ้านจะเตรียมการคล้ายเบ็ญตูจ สิ่งของที่ใช้ในงานก็เหมือนกับเบ็นตูจทุกอย่าง แต่ทำยิ่งใหญ่กว่าเมื่อเตรียมเรียบร้อยชาวบ้านจะพากันหาบคอน จุดใต้จุดคบ หรือจุดเทียน มารวมกัน เดินไปก็ร้องตะโกนไปว่า“โมเวยโดนตาๆ ” ( มาเด้อ ผีปู่ย่าตายาย ) “ โกนเจายัวบาย ซ้อมสลอโมจูนโอยโฮบ” (ลูกหลานนำข้าวปลาอาหารมาส่งให้รับประทาน) ส่วนผู้ร่วมพิธีต่างก็จะตะโกนร้องเรียกให้ผีปู่ย่าตายายมารับประทานอาหารกัน ดังเซ็งแซ่อยู่การตะโกนจะดังกันเซ็งแซ่ อาจมีถ้อยคำอื่นแต่มีนัยเช่นเดียวกัน และมีวงดนตรีปี่พาทย์บรรเลงอยู่ แล้วนิมนต์พระภิกษุสวดสูตรต่างๆ เกี่ยวกับเปรต มี “ปราถวสูตร” และ “อาฏานาฏิยสูตร” เป็นต้น เมื่อท่านสวดจบในช่วงหนึ่งๆ ก็จะร้องตะโกน “โมเวยโดนตาๆ ” เสียงนี้จะดังกระหึ่มขานรับกันทั่วบริเวณช่วงนี้ก็จะจุดธูปเทียน ทำพิธี โดยรินเหล้าเทไปตามพื้นและพูดเรียก “โดนตา” ซึ่งชาวบ้านจะพากันขานรับ “ โมโวยโดนตา” จากนั้นกรรมพิธีต่างๆ ก็จะเหมือนกับเบ็นตูจ พิธีในช่วงเย็นก็มีเท่านี้ เช้ามืดแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้านจัดเตรียมสำรับ
กับข้าว และข้าวของที่กองรวมกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนำไปถวายพระภิกษุพร้อมทั้งอุทิศส่วนกุศลไปให้แก
่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว นิมนต์พระมาสวดโดยนั่งเป็นวงกลมรอบข้าวของที่นำมารวมกัน ผู้นำภาชนะข้าวของมาจุดธูปเทียนอย่างละดอกเสียบลงที่จาน “บายเบ็น” เพื่อระลึกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว พระภิกษุ 1 รูป จะเทศน์ 1กัณฑ์ เกี่ยวกับความเป็นมาของประเพณีนี้เมื่อพระท่านสวดเสร็จแล้วก็นำกระเชอที่ใส่ของนั้นไปเทที่ลานวัด โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ล่วงลับมารับของเหล่านั้น ซึ่งชาวบ้านและเด็กๆ นั่นเองจะเข้ามา
ยื้อแย่งกันเป็นที่สนุกสนาน และเมื่อเสร็จพิธีพระภิกษุ จะฉันภัตตาหารเช้า ถือว่าเสร็จพิธีแซนโฏนตา
สิ่งของที่เหลืออีกส่วนหนึ่ง เช่น ข้าวต้มที่ทำจากใบมะพร้าว (ข้าวต้มลูกโยน) พระภิกษุจะนำมาปิ้ง
ในวันรุ่งขึ้น หรือในคืนนั้นเลยแล้วก็แบ่งญาติโยมนำกลับไปรับประทาน ในบางหมู่บ้านตอนเย็นของวันแรม 15 ค่ำ อาจนิมนต์พระมาส วดอีกครั้งหนึ่งก็ได้ บางหมู่บ้านอาจมีพิเศษออกไป คือมีการลอยเรือกระทงส่งตอนเวลาก่อนสว่าง เป็นการส่งตายายคือนำเอาเรือกระทงกาบกล้วย หรือกาบหมาก ที่เตรียมไว้บรรจุข้าวปากหม้อ (เท่ากับผลแรกได้ของข้าวสุกในหม้อนั้น) กระยาสารท (ผลแรกได้ของพืช
พันธุ์ธัญชาติ ) และขนมอื่นๆ ส้มสูกลูกไม้ใส่ลงไป ในกระทง กับมีเครื่องเสบียงกรัง เช่น กะปิ น้ำปลา พริก
หอม กระเทียม เป็นต้น แล้วเอาไม้มาทำเป็นพายเล็กๆสองเล่มติดไปกับกระทง จุดธูปเทียนปักและติดไว้
ในกระทง แล้วปล่อยให้ลอยน้ำไป ถ้าหมู่บ้านนั้นอยู่ห่างแม่น้ำลำคลองที่มีน้ำไหลก็จะนำไปวางไว้
ยังทางสาม แพร่ง พร้อมกับกล่าวขณะส่งกระทงโดยมีค วามว่า “ ขอให้ไปยังทุ่งที่ท่านอยู่ ไปสู่เขาใต้หินใต้ผา ซึ่งเป็นที่อยู่ของท่าน ไปเถิดกลับไปเถิด” เป็นอันเสร็จพิธี......

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น